วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การพูดในที่ชุมชน

การพูดในที่ชุมชน
 การพูดในที่ประชุมชนตามโอกาสต่าง ๆ จำแนก เป็น 3 ประเภท ดังนี้
         1. การพูดอย่างเป็นทางการ
            เป็นการพูดในพิธีต่าง ๆ มีการวางแผนแนวปฏิบัติไว้อย่างชัดเจน เช่น การปราศรัยของนายกรัฐมนตรี การให้โอวาทของผู้อำนวยการโรงเรียนในวันปฐมนิเทศการพูดสุนทรพจน์ของรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ การอภิปรายในรัฐสภา ฯลฯ
         2. การพูดอย่างไม่เป็นทางการ
            เป็นการพูดที่ให้บรรยากาศเป็นกันเอง เช่น พูดเพื่อนันทนาการในกิจกรรมต่าง ๆ การพูดสังสรรค์งานชุมนุมศิษย์เก่า การพูดเรื่องตลกในที่ประชุม การกล่าวอวยพรตามโอกาสต่าง ๆ ในงานสังสรรค์
         3. การพูดกึ่งทางการ
            เป็นการพูดที่ลดความเป็นแบบแผนลง เช่น พูดอบรมนักเรียนในคาบจริยธรรม การกล่าวต้อนรับผู้มาเยี่ยมชม การกล่าวขอบคุณผู้ช่วยเหลือกิจกรรมกล่าวบรรยายสรุปแก่ผู้เข้าชมตามสถานที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวิทยากร  พิธีกร  ต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อมตามบทบาท  หน้าที่ที่ได้รับ
1. การพูด สร้างบุคลิกภาพที่ดี :
                1.1          ด้านภาพลักษณ์ 
  แต่งกายถูกกาลเทศะ  อากับกริยากระตือรือร้น  ไม่ลุกลี้ลุกลน  ใบหน้าเบิกบานแจ่มใส มองผู้อื่นอย่างเป็นมิตร  มีอัธยาศัยอี  ต้อนรับขับสู้  มีความทรงจำดี
                1.2          ด้านการพูด
-          มีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการพูด  เช่น  การทักทายที่ประชุม
-          พูดให้สละสลวย  มีความเชื่อมโยง  แต่ไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย
-          ไม่พูดวกวน
-          ไม่พูดด้วยท่าทีเคร่งเครียด
-          อาจมีมุกตลก / ลูกเล่นแทรก
-          ไม่เพ้อเจอเกินไป
-          พูดให้น้ำเสียงเป็นธรรมชาติ
                1.3          ด้านปฏิภาณไหวพริบและด้านจิตใจ
-          มีปฏิภาณไหวพริบและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี
-          จิตใจสุขุมเยือกเย็น
-          ควบคุมอารมณ์ได้ดี  มีสมาธิดี
2.   การเตรียมตัวก่อนการพูด :
                2.1  เตรียมเนื้อหา  ต้องมีความรู้ในเรื่องที่จะพูดอย่างดี  โดยการค้นคว้าและการเตรียมเนื้อหาให้แม่นยำ ครบ ถ้วน
                2.2   ฝึกซ้อม  ต้องซ้อมหน้ากระจกในการวางท่าทาง  การพูดในเนื้อหานั้นจนคล่องปาก  ไม่มีลักษณะเป็นการท่องจำ  พร้อมนับเวลาให้พอดี
                2.3  การเตรียมใจ  สร้างความมั่นใจ  ถ้าประหม่าให้สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
 3.     การใช้ไมโครโฟน (ไมค์)
                3.1  การจัดเตรียมไมค์  เป็นหน้าที่ของผู้จัดการประชุมหรือผู้ฝึกอบรม   ซึ่งมีหน้าที่ต้องทดสอบว่าไมค์ ใช้การได้ดีมีเสียงดัง  ไม่ควรเคาะไมค์  ถ้าไม่พร้อมผู้จัดต้องขอโทษวิทยากร
                3.2 วิธีการจัดไมค์ที่ถูกต้องในการพูด
-  ถ้าเป็นไมค์ขาตั้ง  ต้องปรับระดับไมค์ให้พอดีกับความสูงของผู้พูดเอง  ไม่สูงจนต้องยืด  หรือต่ำจนต้องก้ม  ถ้าปรับระดับไม่ได้ถอดออกมาถือเลย
-  การถือไมค์ใช้มือข้างเดียว  ให้กำที่ตำแหน่งด้ามมือ  ไม่ใช่หัวไมค์  ไม่เดาะ  ไม่เกา  ไม่ขูดไมค์  จะเกิดเสียงน่ารำคาญ  ถ้าหอนให้หันหัวไมค์ออกห่างจากลำโพง
-  ระยะจากปากถึงหัวไมค์  โดยปกติประมาณ  1  ฝ่ามือ  ขึ้นอยู่กับระดับความดังของไมค์ด้วย  ขณะพูดอาจขยับให้ใกล้เข้า  หรือไกลออกเพื่อให้ระดับเสียงที่ออกมาอยู่ในระดับพอดี   โดยพูดจ่อใส่หัวไมค์
4.     การวางท่าทางขณะพูด
                4.1 กรณีที่ยืนตรง    ไม่ก้างขามากเกินไปปลายเท้าแบะออกนิดหน่อย  ให้อยู่ในท่าที่มั่นคง เก็บพุง ไม่กุมเข็มขัด  ไม่กุมเป้า ไม่กอดหน้าอก   ตำแหน่งที่ยืนตรงกลางเวที  อย่าหลบมุม หันหน้าเข้าหาผู้ฟัง  ไม่มองเพดาน  ไม่เกา  ไม่หาว  ไม่ชี้หน้าผู้ฟัง (ใช้การผายมือแทน)
                4.2  การวางมือ   กรณีไมค์มีขาตั้ง  ไม่ต้องใช้มือกุมไมค์อีก  ไม่ล้วงกระเป๋า   ถ้านั่งให้วางมือบนหน้าตัก   ปล่อยแขนลงธรรมดา  หรือวางมือประสานกัน
                4.3 กวาดสายตาไปทั่วห้อง  สบตาผู้ฟัง  แต่อย่าจ้อง  เพื่อไม่ให้เสียสมาธิ  ใบหน้า ยิ้มละไมตลอดเวลา
5.     เทคนิคการสร้างความสนใจจากผู้ฟัง
                5.1  การสร้างความคุ้นเคยกับผู้ฟัง  โดยการทักทายผู้ฟังที่เรารู้จัก    หรือพูดถึงเหตุการณ์ที่ เกี่ยวข้องกับตัวผู้ฟัง  พูดให้เห็นความสำคัญของผู้ฟังที่เชื่อมโยงกับหัวข้อที่จะพูด
                5.2  การตั้งคำถามกับผู้ฟัง  เพื่อให้ผู้ฟังเกิดการตื่นตัว  ไม่กล้าหลับโดยอาจจะตั้งคำถามกว้าง ๆ ไว้    ถ้าบรรยากาศมีคนหลับหรือไม่สนใจจริง ๆ  ก็ต้องสุ่มถาม  ถามคนที่หลับ  แต่อย่าไล่จี้จนเกิดความกดดันแก่ผู้ฟัง  อาจมีการให้รางวัลกับผู้ที่ตอบคำถามถูก  หรืออาจถามความคิดเห็น
                5.3  ควรมีการยกตัวอย่าง  เล่าเรื่องรวมประกอบการบรรยาย  ให้แต่ละข้อหลักเสมอ  เพราะ คนฟังจะสนใจ
                5.4 พูดด้วยน้ำเสียงสูง ต่ำ     แล้วแต่จังหวะ  เช่น    คำพูด  /  คำถามที่ต้องการเน้น  ต้องใช้เสียงสูง
                5.5 มีการสอดแทรกมุกตลก   อารมณ์ขันด้วย
                5.6  มีการนำเสนอแบบหักมุม  ในสิ่งที่คนคาดไม่ถึงในคำตอบ       
                5.7  การใช้กิจกรรมที่ให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม  เช่น  การใช้บทบาทสมมุติ  การแบ่งกลุ่มระดม ความคิดเห็น

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สแต็ก

สแต็ก
สแต็กเป็นโครงสร้างข้อมูลแบบลิเนียร์ลิสต์(linear list) ที่สามารถนำข้อมูลเข้าหรือออกได้ทางเดียวคือส่วนบนของสแต็กหรือ หรือเรียกว่า ท๊อปของสแต็ก (Top Of Stack)  ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวเรียกว่า ไลโฟลิสต์ (LIFO list: Last-In-First-Out list)
1. การดำเนินการพื้นฐานของสแต็ก
1.1 ฟังก์ชัน Push การเพิ่มข้อมูลในสแต็ก ในการเพิ่มข้อมูลในสแต็ก (pushing) สามารถทำได้โดยให้ทับบนข้อมูลสุดท้ายในสแต็ก และจะสามารถเพิ่มเข้าได้เรื่อย ๆ จนกว่าสแต็กจะเต็ม (Overflow State)
1.2 ฟังก์ชัน Pop การเอาข้อมูลที่อยู่บนสุดในสแต็ก หรือที่ชี้ด้วย Top ออกจากสแต็ก
1.3 ฟังก์ชัน Stack Top จะคืนค่าไปยังผู้ใช้งานเท่านั้น โดยไม่มีการลบข้อมูลออกจากสแต็กแต่อย่างใด
2. การสร้างสแต็ก
2.1 การสร้างสแต็กด้วยอาร์เรย์ การสร้างสแต็กด้วยอาร์เรย์ต้องมีการจัดสรรพื้นที่หน่วยความจำที่แน่นอนไว้ล่วงหน้า
2.2 การสร้างสแต็กด้วยลิงก์ลิสต์ จะเป็นการจัดสรรหน่วยความจำแบบไดนามิก (Dynamic) ไม่จำเป็นต้องกำหนดขนาดของหน่วยความเหมือนกับอาร์เรย์ หน่วยความจำจะถูกจัดสรรเมื่อมีการใช้งานจริงเท่านั้น
3. อัลกอริทึมการสร้างสแต็กด้วยลิงก์ลิสต์
3.1 Create stack สร้าง stack head node
3.2 Push stack เพิ่มรายการใน stack
3.3 Pop stack ลบรายการใน stack
3.4 Stack top เรียกใช้รายการข้อมูลที่อยู่บนสุดของ stack
3.5 Empty stack ตรวจสอบว่า stack ว่างเปล่าหรือไม่
3.6 Full stack ตรวจสอบว่า stack เต็มหรือไม่        
3.7 Stack count ส่งค่าจำนวนรายการใน stack
3.8 Destroy stack คืนหน่วยความจำของทุก node ใน stack ให้ระบบ
4. การประยุกต์ใช้งานสแต็ก
4.1    การเรียงลำดับข้อมูลแบบย้อนกลับ (Reversing data) คือการจัดเรียงลำดับข้อมูลใหม่
4.2    การแตกข้อมูลออกเป็นส่วนๆ (Parsing) เป็นการแตกข้อมูลออกเป็นส่วนๆ ให้เป็นอิสระต่อกัน เพื่อส่งไปประมวลผล
4.3    การหน่วงเวลา (Postponement) เป็นการหน่วงเวลาของข้อมูลไว้ชั่วขณะหนึ่งเพื่อรอการประมวลผลในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งกรณีดังกล่าว จะนำไปใช้กับการแปลงนิพจน์ Infix มาเป็น Postfix
4.4    การย้อนรอย (Backtracking Steps) คือวิธีการหาคำตอบโดยเดินหน้าไปยังเป้าหมาย เมื่อถึงทางแยกก็จะต้องตัดสินใจเลือกเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งเดินหน้าต่อไปเพื่อหาเป้าหมาย หากเดินไปจนสุดเส้นทางแล้วยังไม่พบเป้า ก็จะเดินย้อนกลับมายังจุดแยกครั้งสุดท้ายแล้วเลือกเส้นทางใหม่ที่ยังไม่เคยไป ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะพบเป้าหมาย หรือจนครบทุกเส้นทาง
5.รูปแบบนิพจน์ทางคณิตศาสตร์ แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
5.1 นิพจน์ Infix คือ นิพจน์ที่มีเครื่องหมายดำเนินการอยู่กึ่งกลางตัวถูกดำเนินการ (operand)
5.2 นิพจน์ Postfix คือ นิพจน์ที่มีเครื่องหมายดำเนินการอยู่ด้านหลังตัวถูกดำเนินการ (operand)
5.3 นิพจน์ Prefix คือ นิพจน์ที่มีเครื่องหมายดำเนินการอยู่ด้านหน้าตัวถูกดำเนินการ (operand)

Infix     : A+B
Postfix : AB+
Prefix   : +AB


6. การแปลงนิพจน์ Infix เป็น Postfix มีขั้นตอนดังนี้
6.1 ให้ทำการใส่เครื่องหมายวงเล็บให้กับทุกๆ นิพจน์ด้วยการคำนึงถึงลำดับการคำนวณ เช่น เครื่องหมายคูณและหารต้องมาก่อนเครื่องหมายบวกและลบ
6.2 ทำการเปลี่ยนสัญลักษณ์ Infix ในแต่ล่ะลงเล็บให้มาเป็นสัญลักษณ์แบบ Postfix โดยให้เริ่มต้นจากนิพจน์ที่อยู่วงเล็บในสุดก่อน จากนั้นก็ดำเนินการแปลงให้เป็นนิพจน์ Postfix ด้วยการย้ายโอเปอเรเตอร์ตรงตำแหน่งวงเล็บนั้นไปยังตำแหน่งวงเล็บปิดของคู่นั้นๆ
6.3 ถอดเครื่องหมายวงเล็บทิ้งออกไปให้หมด
7. รีเคอร์ชัน (Recursion)
                7.1 การวนรอบ
                7.2 การเรียกตัวเอง